Meso White Skin

Meso White Skin

เพียง 1,000 บาท
คอร์ส 4 ครั้ง 3,500 บาท
คอร์ส 8 ครั้ง 6,000 บาท


Meso White Skin

การทำเมโสเทอราพี (Mesotherapy) หรือ เมโสหน้าใส นั้นถูกค้นพบโดยแพทย์ชาวฝรั่งเศสเป็นการรักษาปัญหาความงามที่ใช้กันมากว่า 100 ปี เมโสหน้าใส เป็นการทำทรีทเม้นต์ ที่คนนิยมทำกันมากอีกวิธีหนึ่ง โดยส่วนใหญ่ต้องการให้ใบหน้าขาวใสขึ้น ช่วยลดริ้วรอยที่เกิดจากสิว ช่วยทำให้หน้าเรียบเนียนสม่ำเสมอ สามารถรักษาปัญหาผิวหมองคล้ำ สีผิวไม่สม่ำเสมอ รอยแผล แผลเป็นสิว ฝ้า กระ ริ้วรอย และจุดด่างดำ ทั้งหมดนี้คือปัญหาที่พบบน “ใบหน้า”

 

การทำเมโสหน้าใส ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะทำการฉีดสารแอนติออกซิเดนท์ และมัลติวิตามิน เข้าไปในชั้นผิวโดยตรง เพื่อเป็นการกระตุ้น และฟื้นฟูเซลล์ผิวจากภายใน ทำให้จุดด่างดำและริ้วรอยจางลง เมื่อรักษาอย่างต่อเนื่องผิวหน้าจะขาวใส เรียบเนียนยิ่งขึ้น ซึ่งจะให้ผลเร็วกว่าการทาครีมบำรุงผิวเพียงอย่างเดียว ด้วยเทคนิคที่ช่วยให้ตัวยาออกฤทธิ์ในชั้นผิวหนังได้ดีกว่า และมีประสิทธิภาพในการผลักตัวยาให้ได้ผลอย่างล้ำลึก

 

หลักการของการทำเมโสเทอราพี 

โดยการใช้เข็มขนาดเล็ก ฉีดตัวยาเข้าไปในชั้นผิวตื้น ที่เรียกว่า “ชั้นเมโส” กระจายตัวยาให้ทั่วใบหน้า หรือใช้วิธีการฉีดยาในปริมาณสารที่ฉีด 0.1-0.2  ซีซี ต่อจุด ฉีดลึกไปในเซลล์ผิวประมาณ 5-10 มิลลิเมตร ระยะห่างไม่เกิน 0.5-1 เซนติเมตร ขึ้นอยู่กับปัญหาของคนไข้ ซึ่งแพทย์จะเป็นผู้ประเมินวิธีการรักษาที่เหมาะสม แนะนำให้ฉีดซ้ำทุกๆ 7-14 วัน เห็นผลทันทีหลังทำ

 

ข้อปฏิบัติหลังการทำเมโสหน้าใส

-          ห้ามออกแดดจัดหลังจากทำเสร็จใหม่ๆ และห้ามโดนแดดแรงๆ  หลังจากทำเป็นเวลา 2 วัน

-          หลีกเลี่ยงฝุ่นละอองหลังทำเสร็จใหม่ๆ

-          ห้ามโดนน้ำหรือล้างหน้า 4-6 ชั่วโมงหลังทำ เพื่อให้ผิวดูดซึมตัวยาที่ยังอยู่บนชั้นผิว

-          หลังจากครบกำหนด ให้ล้างหน้าและลงครีมบำรุงผิวได้ตามปกติ แต่ให้เน้นใช้ครีมที่มีส่วนผสมของวิตามินทา หรือใช้แผ่นมาส์กหน้า เพราะช่วงนี้หน้ากำลังดูดซึมได้ดีเยี่ยม

-          หลีกเลี่ยงครีมที่เร่งการผลัดเซลล์ผิว ครีมหน้าขาวกลุ่ม whitening หรือสารสกัดกลุ่มAHA, BHA ในระหว่างการรักษา ควรใช้ครีมบำรุงที่มีวิตามิน หรือหากผิวแห้ง แพ้ง่าย ควรบำรุงด้วยมอยเจอไรเซอร์เป็นพิเศษ

 

ข้อห้ามสำหรับการทำเมโสหน้าใส

-          สตรีมีครรภ์หรืออยู่ในช่วงให้นมบุตร

-          คนที่มีประวัติโรคระบบหลอดเลือดผิดปกติในสมอง เช่น เส้นเลือดสมองตีบ หรืออุดตัน

-          คนที่มีประวัติภาวะความดันโลหิตต่ำ

-          คนที่มีประวัติโรคหัวใจ และการรักษาด้วยยาหลายแขนง

-          คนที่มีประวัติโรคเลือดผิดปกติ โรคมะเร็ง

-          คนที่เป็นโรคเบาหวานที่ต้องฉีดอินซูลินเป็นประจำ